ตั้งทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ วินิจฉัย สุขภาพ พ่อมดการเงิน ก่อนสรุป จะส่งเข้ารักษาตัว รพ. ตามำร้องขอของผู้ต้องหา หรือ จะสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ ก่อนฝากขังเช้าวันที่ 31 ต.ค.
ที่กองปราบปราม เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. วันที่ 30 ต.ค. พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ รักษาการนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ทีมแพทย์ได้มีการตั้งคณะกรรมการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำการวินิจฉัยสุขภาพของนายราเกซ สักเสนา อดีตทีี่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือ บีบีซี ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของอายุรกรรมสมอง หัวใจ ปอด ความดันโลหิต เบาหวาน พร้อมเตรียมอุปกรณ์วินิจฉัยเบื้องต้นไว้แล้ว
พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนายราเกซเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็จะมีทีมแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจวินิจฉัยเบื้องต้น ก่อนจะประสานข้อมูลกับทีมแพทย์ที่รออยู่ที่กองปราบปราม หากทีมแพทย์ที่กองปราบปรามเห็นว่าควรนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวที่โรงพยาบาลตำรวจก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับทีมแพทย์ที่ประจำอยู่ที่กองปราบปราม
ด้าน พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เที่ยวบินทีจี 615 จากกรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่นำตัวนายราเกซเดินทางมายังประเทศไทยนั้น จะมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ 22.45 น. โดยจะมีตัวแทนจากกองปราบปราม พนักงานสอบสวน ล่ามแปลภาษา และทีมแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจมารอรับที่สนามบิน จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในขั้นตอนของการแจ้งข้อกล่าวหา การสอบปากคำเพิ่มเติม และจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการ หลังจากนั้นจะใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปที่กองปราบปราม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที จะเดินทางถึงกองปราบปรามในเวลาประมาณ 00.30 น.วันที่ 31 ต.ค. จากนั้นจะทำการตรวจสุขภาพนายราเกซทันที หากทีมแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้้ต้องหาสามารถให้การได้ก็จะทำการสอบปากคำให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ต.ค.
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สธ.แนะแพทย์พื้นบ้าน-สมุนไพร ดูแลสุขภาพ
รมช.สธ. ชี้อาการป่วยร้อยละ 70 บำบัดหายได้ด้วยภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร เล็งพัฒนาการใช้ประโยชน์ในระบบการดูแลสุขภาพ
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเปิดโครงการรวมพลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม โดยมีบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทยจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างกว่า 1,000 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่าย เสริมสร้างกลไกความร่วมมือในระดับภาคและระดับพื้นที่ และเครือข่ายบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรในระบบการดูแลสุขภาพ
นายมานิต กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายสุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2545 มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวม 110,076 ล้านบาท และปี 2549 เพิ่มเป็น 134,587 ล้านบาท โดยแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพในระดับสาธารณสุข มูลฐานด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการใช้สมุนไพร ซึ่งขณะนี้ยังมีอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน แต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่ไม่ซับซ้อนซึ่งมีประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด สามารถรักษาหายได้หากมีการดูแลสุขภาพที่ดีตามวิถีการแพทย์แผนไทย ซึ่งดูแลครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ ประเทศไทยมีการใช้สมุนไพรต่อเนื่องมานับพันปี แสดงว่าเป็นแนวทางการรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถใช้สมุนไพร ในการป้องกันและรักษาได้ จนเกิดเป็นกระแสนิยมสังคม
นายมานิต กล่าวต่อไปว่า การจัดงานระดมพลังนี้ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้จากประสบการณ์ของหมอพื้นบ้าน ให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายในการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและ สมุนไพรแล้ว ยังช่วยคุ้มครองทะเบียนตำรับ ตำรา ทะเบียนบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย ทะเบียนภูมิปัญญาพื้นบ้านและสมุนไพรเด่นๆ หายากของจังหวัดต่างๆอีกด้วย ซึ่งตนพร้อมจะให้การสนับสนุนขับเคลื่อนเต็มที่
สำหรับกิจกรรมรวม พลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถนี้ จะจัดตลอดเดือนสิงหาคม ในวันนี้เป็นการจัดครั้งแรก ครั้งที่ 2 จะรวมพลัง 14 จังหวัดภาคใต้ ในวันที่ 21-23 สิงหาคมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 3 รวมพลัง 25 จังหวัดของเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ในวันที่ 21 สิงหาคมที่จังหวัดราชบุรี ครั้งที่ 4 รวมพลัง 19 จังหวัดเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 24 สิงหาคมที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และครั้งที่ 5 รวมพลังของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนในวันที่ 31 สิงหาคม ที่จังหวัดแพร่
นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเปิดโครงการรวมพลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม โดยมีบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทยจาก 8 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างกว่า 1,000 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่าย เสริมสร้างกลไกความร่วมมือในระดับภาคและระดับพื้นที่ และเครือข่ายบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรในระบบการดูแลสุขภาพ
นายมานิต กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายสุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2545 มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวม 110,076 ล้านบาท และปี 2549 เพิ่มเป็น 134,587 ล้านบาท โดยแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพในระดับสาธารณสุข มูลฐานด้วยภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและการใช้สมุนไพร ซึ่งขณะนี้ยังมีอยู่ในหมู่บ้าน ชุมชน แต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่ไม่ซับซ้อนซึ่งมีประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด สามารถรักษาหายได้หากมีการดูแลสุขภาพที่ดีตามวิถีการแพทย์แผนไทย ซึ่งดูแลครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจ ประเทศไทยมีการใช้สมุนไพรต่อเนื่องมานับพันปี แสดงว่าเป็นแนวทางการรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ก็สามารถใช้สมุนไพร ในการป้องกันและรักษาได้ จนเกิดเป็นกระแสนิยมสังคม
นายมานิต กล่าวต่อไปว่า การจัดงานระดมพลังนี้ นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้จากประสบการณ์ของหมอพื้นบ้าน ให้เกิดความเข้มแข็งของเครือข่ายในการคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและ สมุนไพรแล้ว ยังช่วยคุ้มครองทะเบียนตำรับ ตำรา ทะเบียนบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย ทะเบียนภูมิปัญญาพื้นบ้านและสมุนไพรเด่นๆ หายากของจังหวัดต่างๆอีกด้วย ซึ่งตนพร้อมจะให้การสนับสนุนขับเคลื่อนเต็มที่
สำหรับกิจกรรมรวม พลังสร้างสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถนี้ จะจัดตลอดเดือนสิงหาคม ในวันนี้เป็นการจัดครั้งแรก ครั้งที่ 2 จะรวมพลัง 14 จังหวัดภาคใต้ ในวันที่ 21-23 สิงหาคมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งที่ 3 รวมพลัง 25 จังหวัดของเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ในวันที่ 21 สิงหาคมที่จังหวัดราชบุรี ครั้งที่ 4 รวมพลัง 19 จังหวัดเขตตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 24 สิงหาคมที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และครั้งที่ 5 รวมพลังของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนในวันที่ 31 สิงหาคม ที่จังหวัดแพร่
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ยกม.แม่โจ้ เป็น 'มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ'
สสส.ชู การใช้ไม้ประดับปรับอากาศ ทำให้ห้องเรียนเย็น ไร้มลพิษ และโครงการปลากินยุง มาจากแนวคิดของนักศึกษาที่ไม่ต้องการให้ยุงแพร่พันธุ์...
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ได้รับการยกย่องให้เป็น "มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อนำมหาวิทยาลัยไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของนักศึกษาและบุคลากรอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักสร้างจิตสำนึกเป็นสำคัญ
ด้าน รศ.อาคม กาญจนประโชติ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ม.แม่โจ้ กล่าวว่า ต้องการสร้างสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจให้แก่นักศึกษา ด้วยการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ 2 โครงการหลักคือ การใช้ไม้ประดับปรับอากาศ ทำให้ห้องเรียนเย็น และโครงการเพาะปลากินยุงใช้ปลากำจัดลูกน้ำ ก่อนจะกลายเป็นยุงตัวร้ายนำโรคภัยมาสู่คน
โครงการไม้ประดับปรับอากาศ โดยอาจารย์วาสนา สุขกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ อธิบายถึงโครงการนี้ว่า เป็นเหมือนห้องเรียนไร้มลพิษ โดยทางคณะเล็งเห็นถึงความตระหนักรู้ของนักศึกษา ให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วม และได้นำความรู้ทางวิชาการมาปรับประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางด้านวิชาการ โครงการนี้ ได้ค้นพบข้อมูลของนักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศของสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า ที่แนะนำถึงไม้ประดับ 50 ชนิด ที่มีความสามารถในการดูดไอพิษจากอากาศ ไม่ว่าจะเป็น วาสนาอธิษฐาน มรกตแดง สาวน้อยประแป้ง แววมยุรา หมากเหลือง เดหลี เยอบีร่า บอสตันเฟิร์น เศรษฐีเรือนใน ยางอินเดีย พลูด่าง เป็นต้น แต่ละชนิดมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันออกไป
โครงการปลากินยุง มาจากแนวคิดของนักศึกษาที่ไม่ต้องการให้ยุงแพร่พันธุ์ และเป็นพาหะของโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย ดร.บัญชา ทองมี อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า เนื่องจากนักศึกษาร่วมกันคิดค้น และหากิจกรรมให้เหมาะกับสภาพปัญหาในพื้นที่ ทางคณะเทคโนโลยีฯ และนักศึกษา จึงคิดหาวิธีที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างมลพิษให้เกิดขึ้น จึงคิดค้นหาวิธีที่ไร้สารเคมี ซึ่งปลาหางนกยูงและปลากินยุงเป็นปลาขนาดเล็กที่กินอาหารทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งยังอดทนต่อสภาพออกซิเจนที่ต่ำ และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็ว เลี้ยงง่าย สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เป็นวิธีควบคุมไม่ให้ใช้สารเคมีในการกำจัดยุง
ดร.บัญชา ทองมี อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า ปลาหางนกยูงและปลากินยุง เป็นปลาที่เลี้ยงและแพร่พันธุ์ได้ง่าย เพราะปลากินยุงและปลาหางนกยูงจะตั้งท้องเพียงแค่ 1 เดือนเศษเท่านั้น และยังออกลูกเป็นตัว ปลากินยุงตัวเมียอายุได้เพียง 6-8 สัปดาห์ ก็สามารถตั้งท้องแล้ว ส่วนปลาหางนกยูงตัวผู้ อายุได้ 3 เดือนก็สามารถผสมพันธุ์ได้ แต่ความแตกต่างของปลาทั้ง 2 ชนิดจะต่างกันตรงที่ปลาหางนกยูงจะกินลูกน้ำไม่เร็วเท่ากับปลากินยุง ดูได้จากปลากินยุง นับเป็นอีกแนวคิดดีๆ ที่จะรักษาสภาพแวด ล้อมให้น่าอยู่ ทั้งง่ายและประหยัด หลายมหาวิทยาลัย หรืออีกหลายสถานที่ น่าลองนำไปใช้บ้าง
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ได้รับการยกย่องให้เป็น "มหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อนำมหาวิทยาลัยไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของนักศึกษาและบุคลากรอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักสร้างจิตสำนึกเป็นสำคัญ
ด้าน รศ.อาคม กาญจนประโชติ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ม.แม่โจ้ กล่าวว่า ต้องการสร้างสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจให้แก่นักศึกษา ด้วยการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ 2 โครงการหลักคือ การใช้ไม้ประดับปรับอากาศ ทำให้ห้องเรียนเย็น และโครงการเพาะปลากินยุงใช้ปลากำจัดลูกน้ำ ก่อนจะกลายเป็นยุงตัวร้ายนำโรคภัยมาสู่คน
โครงการไม้ประดับปรับอากาศ โดยอาจารย์วาสนา สุขกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ อธิบายถึงโครงการนี้ว่า เป็นเหมือนห้องเรียนไร้มลพิษ โดยทางคณะเล็งเห็นถึงความตระหนักรู้ของนักศึกษา ให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วม และได้นำความรู้ทางวิชาการมาปรับประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดกิจกรรมทางด้านวิชาการ โครงการนี้ ได้ค้นพบข้อมูลของนักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศของสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า ที่แนะนำถึงไม้ประดับ 50 ชนิด ที่มีความสามารถในการดูดไอพิษจากอากาศ ไม่ว่าจะเป็น วาสนาอธิษฐาน มรกตแดง สาวน้อยประแป้ง แววมยุรา หมากเหลือง เดหลี เยอบีร่า บอสตันเฟิร์น เศรษฐีเรือนใน ยางอินเดีย พลูด่าง เป็นต้น แต่ละชนิดมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันออกไป
โครงการปลากินยุง มาจากแนวคิดของนักศึกษาที่ไม่ต้องการให้ยุงแพร่พันธุ์ และเป็นพาหะของโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย ดร.บัญชา ทองมี อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า เนื่องจากนักศึกษาร่วมกันคิดค้น และหากิจกรรมให้เหมาะกับสภาพปัญหาในพื้นที่ ทางคณะเทคโนโลยีฯ และนักศึกษา จึงคิดหาวิธีที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างมลพิษให้เกิดขึ้น จึงคิดค้นหาวิธีที่ไร้สารเคมี ซึ่งปลาหางนกยูงและปลากินยุงเป็นปลาขนาดเล็กที่กินอาหารทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งยังอดทนต่อสภาพออกซิเจนที่ต่ำ และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็ว เลี้ยงง่าย สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เป็นวิธีควบคุมไม่ให้ใช้สารเคมีในการกำจัดยุง
ดร.บัญชา ทองมี อาจารย์คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ กล่าวว่า ปลาหางนกยูงและปลากินยุง เป็นปลาที่เลี้ยงและแพร่พันธุ์ได้ง่าย เพราะปลากินยุงและปลาหางนกยูงจะตั้งท้องเพียงแค่ 1 เดือนเศษเท่านั้น และยังออกลูกเป็นตัว ปลากินยุงตัวเมียอายุได้เพียง 6-8 สัปดาห์ ก็สามารถตั้งท้องแล้ว ส่วนปลาหางนกยูงตัวผู้ อายุได้ 3 เดือนก็สามารถผสมพันธุ์ได้ แต่ความแตกต่างของปลาทั้ง 2 ชนิดจะต่างกันตรงที่ปลาหางนกยูงจะกินลูกน้ำไม่เร็วเท่ากับปลากินยุง ดูได้จากปลากินยุง นับเป็นอีกแนวคิดดีๆ ที่จะรักษาสภาพแวด ล้อมให้น่าอยู่ ทั้งง่ายและประหยัด หลายมหาวิทยาลัย หรืออีกหลายสถานที่ น่าลองนำไปใช้บ้าง
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ปิ่นโตสุขภาพ 5 ชั้น กินเป็น...ก็ลืมป่วย
มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีชุมชนประจำปี ที่อำเภอควนขนุน และป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นการรณรงค์ ส่งเสริมสุขภาพที่เป็นรูปธรรม...ทันสมัยด้วยขบวนพาเหรดสู้หวัด 2009
เริ่มจาก...ชาวชุมชนตำบลบ้านสวน อำเภอควนขนุน ไล่เรียงไปตั้งแต่ เด็กเล็กๆระดับชั้นอนุบาล ครื้นเครงด้วยระบำรำฟ้อน
กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลบ้านสวนร่วมกับเครือข่ายรณรงค์ เชิงรุกให้ความรู้กับประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันหวัด 2009 ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ...ทุกพื้นที่ จนกล่าวได้ว่า...แม้กระทั่งเงาะป่าซาไกยังรู้จักใช้หน้ากากอนามัย
ระหว่างเดินผ่านชุมชนจึงมีเสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนมาจากข้างทางแบบขำๆ "ไข้หวัด 2009 จีงซีมันต้อง...สน"
พาเหรดขบวนนี้ วัยรุ่น...ผู้ใหญ่วัยกลางคนก็มากันมาก ในขบวนสร้างเสริม สุขภาพ ออกกำลังกาย...แอโรบิกต้านโรค โครงการสายใยรัก และโครงการอื่นๆ กระทั่งผู้สูงอายุก็มาร่วมเดินเนิบนาบ รณรงค์สร้างเสริมสุขภาพผ่านเครือข่ายผู้สูงอายุ
ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มีการดำเนินการเป็นระบบ...การรณรงค์นำความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ รู้เท่าทันเพื่อป้องกันโรคใหม่ๆ อาทิ ชิคุนกุนยา ไข้เลือดออก หรือแม้กระทั่ง...โรคอุบัติใหม่ ไข้หวัด 2009 จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบาก
ความสนุกสนานดึงดูดความสนใจให้ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนเกิดการตื่นตัว นอกจากความสนุกตรงหน้า ยังได้ความรู้หลักสุขปฏิบัติง่ายๆ กินร้อน...ใช้ ช้อนกลาง...หมั่นล้างมือ
นับรวมไปถึงการปฏิบัติตัวยามที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีอาการอย่างไรควรไปพบแพทย์ หรือการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างจากไข้หวัด 2009
ประวิง หนูแจ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าพะยอม บอกว่า สำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลป่าพะยอม อบต.ป่าพะยอม เห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่มานานแล้ว
"เราจะเน้นเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยในทุกช่วงวัยของชีวิต เป็นที่มาของสารพัดโครงการ อาทิ การส่งเสริมสุขภาพเด็ก การสาบานตน ลด...ละ...เลิกขนมหวาน น้ำอัดลม ประกวดปิ่นโตสุขภาพ..."
"ปิ่นโตสุขภาพ" หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ชาวป่าพะยอมคุ้นชินกันมานานพอดู
ประวิง บอกว่า หัวใจสำคัญของโครงการปิ่นโตสุขภาพ คือ..."กินเป็น ลืมป่วย...ป้องกันโรค ดีกว่ารักษาโรค"
"ปิ่นโตสุขภาพ...เป็นนโยบายสำคัญที่กระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาสนใจดูแลตัวเองตามธรรมชาติ ด้วยการบริโภคอาหารถูกหลักโภชนาการ ปราศจากสารพิษ...บางคนก็เข้าใจว่า เป็นการบริโภคอาหารจากธรรมชาติที่คนรุ่นปู่ รุ่นย่า...ตา ยาย ปฏิบัติกันมา"
เมนูในปิ่นโตสุขภาพแต่ละคน แต่ละบ้าน ต้องคิดทำกันเอง โดยที่มีฐานความรู้เรื่องโภชนาการการกินอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอ
ปิ่นโตชั้นที่ 1...ชั้นล่างสุดเป็นข้าวสวยผสม
ประกอบด้วยข้าวสวย...กะเทาะเปลือก ชาวบ้านปลูกเอง เติบโตมาด้วยปุ๋ยอินทรีย์ นำมาผสมกับข้าวกล้องเหนียวดำ เป็นการเสริมกลิ่นหอมชวนรับประทาน แถมมีใยอาหาร วิตามินบีอีกเพียบ...ป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยในระบบขับถ่าย
บางคนอาจผสมลูกเดือยเข้าไปเล็กน้อย สรรพคุณของลูกเดือย หากทานเป็นประจำจะลดหินปูนตามข้อ บรรเทาโรคเกาต์ได้
ปิ่นโตชั้นที่ 2...ถัดขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นเป็นกับข้าว เมนูพื้นถิ่นชาวพัทลุง อาจเป็นแกงขมิ้นชันอ่อนทอดปลาย่าง
แม้ว่าเมนูนี้จะเป็นแกงกะทิ แต่ขมิ้นชันก็มีสรรพคุณมากมาย ขับไล่ไรฝุ่น กำจัดเชื้อรา มี A.C.E. ขับไขมันในตับ สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งตับ ส่วนปลาก็เป็นโปรตีนบำรุงร่างกาย
ปิ่นโตชั้นที่ 3...ต้มเห็ดสามอย่าง
เมนูเห็ดสามอย่าง หลายคนคงเคยได้ยินมานานแล้ว เห็ดสามอย่างที่ว่านี้จะเป็นเห็ดชนิดใดก็ได้ เพราะมีประโยชน์ในการล้างพิษที่ตกค้างในตับ ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นมะเร็ง และโปรตีนจากเห็ดก็ยังไปสร้างกรดอะมิโนบำรุงสมอง
ปิ่นโต ชั้นที่ 4...น้ำพริกภาคใต้ ผักจิ้ม ภูมิปัญญาชาวบ้าน
วิเคราะห์น้ำพริก ประกอบด้วยกุ้ง...กะปิ มีแคลเซียมบำรุงกระดูก กระเทียม...หอม แก้ไอ ขับระดู น้ำตาลทรายแดง...น้ำปลา คาร์โบไฮเดรต น้ำส้มมะนาว...มีวิตามินซี ป้องกันโรค กัดเสมหะ ลักปิดลักเปิด
ในปิ่นโตชั้นที่สี่นี้ ยังมีผักแนมจิ้มน้ำพริก ภาษาถิ่นเรียกว่า ผักเหนาะ หรือผักจิ้ม เป็นผักพื้นบ้านริมรั้ว หาง่ายที่นิยม คือ ใบ มะยมสด มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูตับอ่อน กินประจำจะลดน้ำตาลในเลือด
ถัดมา...ใบมะรุมสด มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โปแตสเซียม โปรตีน ป้องกันโรคขาดสารอาหาร โรคสายตา โรคลำไส้ ภูมิแพ้ สรรพคุณมะรุมนี้ สำหรับชาวป่าพะยอมถือได้ว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว
อีกผักเหนาะอันดับต่อมาถ้าหาได้...มะเดื่อชุมพร แก้ท้องร่วง สมานแผล ทำมัง...ขับผายลม บำรุงธาตุ ใบกระพังโหม...แก้ตานซาง ขับลม แก้ท้องอืด ขับพยาธิไส้เดือน ตะไคร้สด...ขับลมในลำไส้ ตำลึง...ดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส้มป่อย...ขับเสมหะ ล้างเมือกมันในลำไส้ ฟอกเลือด อุตพิด...แก้ไอขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ผักกระเฉด...แก้ไข้ตัวร้อน ถอนพิษ ผักบุ้งแดง...บำรุงสายตา
ปิ่นโตชั้นที่ 5...ชั้นสุดท้ายเป็นของหวาน
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นของหวาน แต่ก็เป็นของหวานที่มีประโยชน์ อาจเป็น ถั่วเขียวต้มน้ำตาลทรายแดง...ผลผลิตจากเกาะเต่า มีโปรตีน สรรพคุณแก้ร้อนใน ป้องกันโรคเหน็บชา
ยิ่งถ้ามีกล้วยน้ำว้าก็ถือว่าอาหารเป็นยา กินก่อนอาหารเช้า 2 ลูก ก่อนนอน 2 ลูก ป้องกันโรคกระเพาะ หอบ หืด ภูมิแพ้ ระบายอ่อนๆ
หรือเป็นแก้วมังกร...ก็ช่วยระบบขับถ่าย ป้องกันโรคลำไส้ คลายเครียด สดชื่น แก้ร้อนใน
ปิ่นโตสุขภาพใช่ว่าส่งเสริมสุขภาพแค่สารอาหารที่อยู่ในแต่ละเมนู ยังรวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสุขปฏิบัติ...ในแต่ละชั้นปิ่นโตต้องมีช้อนกลางใส่เอาไว้ด้วย
ประโยชน์ของช้อนกลาง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
เวลารับประทานอาหารร่วมกัน ยิ่งเห็นประโยชน์ชัดเจนเวลาชาวบ้านไปทำบุญที่วัด
"ชาวบ้านจะถวายปิ่นโตสุขภาพไปทั้งเถา พระจะยกปิ่นโตทีละชั้น ใช้ช้อนกลางตักข้าว กับข้าว...พระฉันให้พรเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะล้อมวงปิ่นโตสุขภาพ กินอาหารร่วมกัน...ช้อนกลางจะเป็นกำแพงป้องกันเชื้อโรค โดยที่วิถีชุมชนยังคงเดินหน้าต่อไปได้..."
ประวิง บอกอีกว่า เมนูสุขภาพในปิ่นโตสุขภาพ เป็นการปลูกฝังหลักโภชนาการที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ ชาวบ้านเข้าใจเมนูสุขภาพมากขึ้นก็จะลดการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
"ลดอาหารที่มีรสจัด ไขมันสูง...จนวันนี้ชาวป่าพะยอมหลายครอบครัวก้าวไปถึงขั้นที่ว่าปลูกผักไว้กินเอง"
คงต้องย้ำว่า...สุขภาพดีต้องสร้างด้วยตัวเอง หากกลัวโรคภัยไข้เจ็บ...ต้องป้องกันดีกว่าแก้ เพราะถ้าเป็นแล้ว แย่แล้ว...จะแก้ไม่ไหว
ปกติแล้วคนเราประมาทได้ 2 ประการ คือ ไม่รู้ กับ รู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้เกิดเหตุคาดไม่ถึง ทำให้สายเกินแก้
ทุกคนรู้ว่า...การดูแลสุขภาพเป็นหน้าที่ของตัวเราเอง หมอเป็นเพียงผู้วินิจฉัยโรคตามอาการ จึงให้ยารักษา
ก่อนที่จะพบหมอ เราควรป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เริ่มง่ายๆด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ
มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีชุมชน อ.ควนขนุน และ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง คงไม่สิ้นสุดแค่ขบวนพาเหรด หรือเวทีประกวดปิ่นโตสุขภาพ หากแต่ทุกคนต้องรู้กินรู้อยู่ ร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ตามสโลแกนประจำใจที่ว่า...
"สุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น".
เริ่มจาก...ชาวชุมชนตำบลบ้านสวน อำเภอควนขนุน ไล่เรียงไปตั้งแต่ เด็กเล็กๆระดับชั้นอนุบาล ครื้นเครงด้วยระบำรำฟ้อน
กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลบ้านสวนร่วมกับเครือข่ายรณรงค์ เชิงรุกให้ความรู้กับประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันหวัด 2009 ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ...ทุกพื้นที่ จนกล่าวได้ว่า...แม้กระทั่งเงาะป่าซาไกยังรู้จักใช้หน้ากากอนามัย
ระหว่างเดินผ่านชุมชนจึงมีเสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนมาจากข้างทางแบบขำๆ "ไข้หวัด 2009 จีงซีมันต้อง...สน"
พาเหรดขบวนนี้ วัยรุ่น...ผู้ใหญ่วัยกลางคนก็มากันมาก ในขบวนสร้างเสริม สุขภาพ ออกกำลังกาย...แอโรบิกต้านโรค โครงการสายใยรัก และโครงการอื่นๆ กระทั่งผู้สูงอายุก็มาร่วมเดินเนิบนาบ รณรงค์สร้างเสริมสุขภาพผ่านเครือข่ายผู้สูงอายุ
ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มีการดำเนินการเป็นระบบ...การรณรงค์นำความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ รู้เท่าทันเพื่อป้องกันโรคใหม่ๆ อาทิ ชิคุนกุนยา ไข้เลือดออก หรือแม้กระทั่ง...โรคอุบัติใหม่ ไข้หวัด 2009 จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบาก
ความสนุกสนานดึงดูดความสนใจให้ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนเกิดการตื่นตัว นอกจากความสนุกตรงหน้า ยังได้ความรู้หลักสุขปฏิบัติง่ายๆ กินร้อน...ใช้ ช้อนกลาง...หมั่นล้างมือ
นับรวมไปถึงการปฏิบัติตัวยามที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีอาการอย่างไรควรไปพบแพทย์ หรือการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างจากไข้หวัด 2009
ประวิง หนูแจ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าพะยอม บอกว่า สำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลป่าพะยอม อบต.ป่าพะยอม เห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่มานานแล้ว
"เราจะเน้นเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยในทุกช่วงวัยของชีวิต เป็นที่มาของสารพัดโครงการ อาทิ การส่งเสริมสุขภาพเด็ก การสาบานตน ลด...ละ...เลิกขนมหวาน น้ำอัดลม ประกวดปิ่นโตสุขภาพ..."
"ปิ่นโตสุขภาพ" หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ชาวป่าพะยอมคุ้นชินกันมานานพอดู
ประวิง บอกว่า หัวใจสำคัญของโครงการปิ่นโตสุขภาพ คือ..."กินเป็น ลืมป่วย...ป้องกันโรค ดีกว่ารักษาโรค"
"ปิ่นโตสุขภาพ...เป็นนโยบายสำคัญที่กระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาสนใจดูแลตัวเองตามธรรมชาติ ด้วยการบริโภคอาหารถูกหลักโภชนาการ ปราศจากสารพิษ...บางคนก็เข้าใจว่า เป็นการบริโภคอาหารจากธรรมชาติที่คนรุ่นปู่ รุ่นย่า...ตา ยาย ปฏิบัติกันมา"
เมนูในปิ่นโตสุขภาพแต่ละคน แต่ละบ้าน ต้องคิดทำกันเอง โดยที่มีฐานความรู้เรื่องโภชนาการการกินอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอ
ปิ่นโตชั้นที่ 1...ชั้นล่างสุดเป็นข้าวสวยผสม
ประกอบด้วยข้าวสวย...กะเทาะเปลือก ชาวบ้านปลูกเอง เติบโตมาด้วยปุ๋ยอินทรีย์ นำมาผสมกับข้าวกล้องเหนียวดำ เป็นการเสริมกลิ่นหอมชวนรับประทาน แถมมีใยอาหาร วิตามินบีอีกเพียบ...ป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยในระบบขับถ่าย
บางคนอาจผสมลูกเดือยเข้าไปเล็กน้อย สรรพคุณของลูกเดือย หากทานเป็นประจำจะลดหินปูนตามข้อ บรรเทาโรคเกาต์ได้
ปิ่นโตชั้นที่ 2...ถัดขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นเป็นกับข้าว เมนูพื้นถิ่นชาวพัทลุง อาจเป็นแกงขมิ้นชันอ่อนทอดปลาย่าง
แม้ว่าเมนูนี้จะเป็นแกงกะทิ แต่ขมิ้นชันก็มีสรรพคุณมากมาย ขับไล่ไรฝุ่น กำจัดเชื้อรา มี A.C.E. ขับไขมันในตับ สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งตับ ส่วนปลาก็เป็นโปรตีนบำรุงร่างกาย
ปิ่นโตชั้นที่ 3...ต้มเห็ดสามอย่าง
เมนูเห็ดสามอย่าง หลายคนคงเคยได้ยินมานานแล้ว เห็ดสามอย่างที่ว่านี้จะเป็นเห็ดชนิดใดก็ได้ เพราะมีประโยชน์ในการล้างพิษที่ตกค้างในตับ ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นมะเร็ง และโปรตีนจากเห็ดก็ยังไปสร้างกรดอะมิโนบำรุงสมอง
ปิ่นโต ชั้นที่ 4...น้ำพริกภาคใต้ ผักจิ้ม ภูมิปัญญาชาวบ้าน
วิเคราะห์น้ำพริก ประกอบด้วยกุ้ง...กะปิ มีแคลเซียมบำรุงกระดูก กระเทียม...หอม แก้ไอ ขับระดู น้ำตาลทรายแดง...น้ำปลา คาร์โบไฮเดรต น้ำส้มมะนาว...มีวิตามินซี ป้องกันโรค กัดเสมหะ ลักปิดลักเปิด
ในปิ่นโตชั้นที่สี่นี้ ยังมีผักแนมจิ้มน้ำพริก ภาษาถิ่นเรียกว่า ผักเหนาะ หรือผักจิ้ม เป็นผักพื้นบ้านริมรั้ว หาง่ายที่นิยม คือ ใบ มะยมสด มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูตับอ่อน กินประจำจะลดน้ำตาลในเลือด
ถัดมา...ใบมะรุมสด มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โปแตสเซียม โปรตีน ป้องกันโรคขาดสารอาหาร โรคสายตา โรคลำไส้ ภูมิแพ้ สรรพคุณมะรุมนี้ สำหรับชาวป่าพะยอมถือได้ว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว
อีกผักเหนาะอันดับต่อมาถ้าหาได้...มะเดื่อชุมพร แก้ท้องร่วง สมานแผล ทำมัง...ขับผายลม บำรุงธาตุ ใบกระพังโหม...แก้ตานซาง ขับลม แก้ท้องอืด ขับพยาธิไส้เดือน ตะไคร้สด...ขับลมในลำไส้ ตำลึง...ดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส้มป่อย...ขับเสมหะ ล้างเมือกมันในลำไส้ ฟอกเลือด อุตพิด...แก้ไอขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ผักกระเฉด...แก้ไข้ตัวร้อน ถอนพิษ ผักบุ้งแดง...บำรุงสายตา
ปิ่นโตชั้นที่ 5...ชั้นสุดท้ายเป็นของหวาน
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นของหวาน แต่ก็เป็นของหวานที่มีประโยชน์ อาจเป็น ถั่วเขียวต้มน้ำตาลทรายแดง...ผลผลิตจากเกาะเต่า มีโปรตีน สรรพคุณแก้ร้อนใน ป้องกันโรคเหน็บชา
ยิ่งถ้ามีกล้วยน้ำว้าก็ถือว่าอาหารเป็นยา กินก่อนอาหารเช้า 2 ลูก ก่อนนอน 2 ลูก ป้องกันโรคกระเพาะ หอบ หืด ภูมิแพ้ ระบายอ่อนๆ
หรือเป็นแก้วมังกร...ก็ช่วยระบบขับถ่าย ป้องกันโรคลำไส้ คลายเครียด สดชื่น แก้ร้อนใน
ปิ่นโตสุขภาพใช่ว่าส่งเสริมสุขภาพแค่สารอาหารที่อยู่ในแต่ละเมนู ยังรวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสุขปฏิบัติ...ในแต่ละชั้นปิ่นโตต้องมีช้อนกลางใส่เอาไว้ด้วย
ประโยชน์ของช้อนกลาง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
เวลารับประทานอาหารร่วมกัน ยิ่งเห็นประโยชน์ชัดเจนเวลาชาวบ้านไปทำบุญที่วัด
"ชาวบ้านจะถวายปิ่นโตสุขภาพไปทั้งเถา พระจะยกปิ่นโตทีละชั้น ใช้ช้อนกลางตักข้าว กับข้าว...พระฉันให้พรเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะล้อมวงปิ่นโตสุขภาพ กินอาหารร่วมกัน...ช้อนกลางจะเป็นกำแพงป้องกันเชื้อโรค โดยที่วิถีชุมชนยังคงเดินหน้าต่อไปได้..."
ประวิง บอกอีกว่า เมนูสุขภาพในปิ่นโตสุขภาพ เป็นการปลูกฝังหลักโภชนาการที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ ชาวบ้านเข้าใจเมนูสุขภาพมากขึ้นก็จะลดการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
"ลดอาหารที่มีรสจัด ไขมันสูง...จนวันนี้ชาวป่าพะยอมหลายครอบครัวก้าวไปถึงขั้นที่ว่าปลูกผักไว้กินเอง"
คงต้องย้ำว่า...สุขภาพดีต้องสร้างด้วยตัวเอง หากกลัวโรคภัยไข้เจ็บ...ต้องป้องกันดีกว่าแก้ เพราะถ้าเป็นแล้ว แย่แล้ว...จะแก้ไม่ไหว
ปกติแล้วคนเราประมาทได้ 2 ประการ คือ ไม่รู้ กับ รู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้เกิดเหตุคาดไม่ถึง ทำให้สายเกินแก้
ทุกคนรู้ว่า...การดูแลสุขภาพเป็นหน้าที่ของตัวเราเอง หมอเป็นเพียงผู้วินิจฉัยโรคตามอาการ จึงให้ยารักษา
ก่อนที่จะพบหมอ เราควรป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เริ่มง่ายๆด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ
มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีชุมชน อ.ควนขนุน และ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง คงไม่สิ้นสุดแค่ขบวนพาเหรด หรือเวทีประกวดปิ่นโตสุขภาพ หากแต่ทุกคนต้องรู้กินรู้อยู่ ร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ตามสโลแกนประจำใจที่ว่า...
"สุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น".
สภาวิชาชีพด้านสุขภาพฯ ประณามเสื้อแดง
ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพแห่งประเทศไทย ขอประณามการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม พร้อมเรียกร้องทุกฝ่ายมีสติ...
30 เม.ย.2553 ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ขอให้ยุติการคุกคามและปฏิบัติต่อโรงพยาบาล รถพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บาดเจ็บ ที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม” เนื่องจาก ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้ง นำมาซึ่งการสูญเสียและบาดเจ็บของประชาชนและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ปรากฏว่า มีการบุกรุกตรวจค้นโรงพยาบาล คุกคามบุคลากรทางการแพทย์ และขัดขวางการเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การปะทะ ซึ่งมีความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประนามการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม เรียกร้องทุกฝ่ายมีสติ
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้อง ให้ทุกฝ่ายมีสติ หนักแน่น เคารพหลักการสากล และหลักมนุษยธรรมในการดูแลรักษาผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ดังนี้
1. ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพฯ ขอให้สมาชิกยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าภายใต้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
2. ในหลักสากลแม้กระทั่งในยามสงครามหรือความขัดแย้ง สู้รบระหว่างประเทศ โรงพยาบาล รถพยาบาล เครื่องมือทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่ายให้มีความปลอดภัย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมได้อย่างเต็มที่
3. ในประเทศไทยขณะนี้ เป็นเพียงความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติเดียวกัน จึงขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเป็นกลางของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล รถพยาบาล ถอยห่างจากพื้นที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 100 เมตร และละเว้นการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานและกีดขวางทางเข้าออกโรงพยาบาล
4. ผู้บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม และ ผู้ที่เข้าให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จะต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการนำส่ง เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
และ 5. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักสากลโดยทันที และขอให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
นอกจากนี้ ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวปฏิบัติด้านการแพทย์ในยามเกิดเหตุความไม่สงบ กาชาดสากลได้ออกสนธิสัญญาเจนีวา ตั้งแต่ปี 1949 หรือพ.ศ.2492 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุแนวปฏิบัติ 3 ข้อหลัก คือ 1. รถพยาบาล โรงพยาบาล และบุคลากรด้านการแพทย์เป็นกลาง ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่าย 2. ประชาชนที่เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยต้องได้รับการคุ้มครอง และ 3. ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยต้องได้รับการช่วยเหลือ และในกรณีของผู้ชุมนุมอาจจะไม่รู้ และไม่ได้มีการศึกษาในเรื่องหลักสากลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในที่ชุมนุมมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งมั่นใจว่ารู้หลักเกณฑ์สากลเป็นอย่างดี จึงควรแนะนำให้ผู้ชุมนุมคนอื่นรู้ จะได้ไม่กระทำสิ่งที่เป็นการละเมิดหลักสากล และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งที่ผู้ชุมนุมบุกค้นโรงพยาบาลอาจเป็นเพราะความเครียด ทำให้เกิดการหวาดระแวงเห็นอะไรขยับก็กลัว หากเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะมีอาการทางจิต ชนิดหวาดระแวง แม้แต่ในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ ก็ไม่มีใครไปยุ่งกับบุคลากรทางการแพทย์และรถพยาบาล ที่ผ่านมานับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่เคยมีประเทศไหนกระทำการเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากรู้ดีว่าหากละเมิดจะถูกประเทศต่างๆ รุมประณามอย่างหนัก ขายหน้าทั่วโลก
30 เม.ย.2553 ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ขอให้ยุติการคุกคามและปฏิบัติต่อโรงพยาบาล รถพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้บาดเจ็บ ที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม” เนื่องจาก ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้ง นำมาซึ่งการสูญเสียและบาดเจ็บของประชาชนและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ปรากฏว่า มีการบุกรุกตรวจค้นโรงพยาบาล คุกคามบุคลากรทางการแพทย์ และขัดขวางการเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การปะทะ ซึ่งมีความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอประนามการกระทำที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลและหลักมนุษยธรรม เรียกร้องทุกฝ่ายมีสติ
ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพแห่งประเทศไทย ขอเรียกร้อง ให้ทุกฝ่ายมีสติ หนักแน่น เคารพหลักการสากล และหลักมนุษยธรรมในการดูแลรักษาผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ดังนี้
1. ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพฯ ขอให้สมาชิกยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าภายใต้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
2. ในหลักสากลแม้กระทั่งในยามสงครามหรือความขัดแย้ง สู้รบระหว่างประเทศ โรงพยาบาล รถพยาบาล เครื่องมือทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่ายให้มีความปลอดภัย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมได้อย่างเต็มที่
3. ในประเทศไทยขณะนี้ เป็นเพียงความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติเดียวกัน จึงขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเป็นกลางของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล รถพยาบาล ถอยห่างจากพื้นที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 100 เมตร และละเว้นการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานและกีดขวางทางเข้าออกโรงพยาบาล
4. ผู้บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม และ ผู้ที่เข้าให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จะต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการนำส่ง เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
และ 5. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักสากลโดยทันที และขอให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
นอกจากนี้ ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนวปฏิบัติด้านการแพทย์ในยามเกิดเหตุความไม่สงบ กาชาดสากลได้ออกสนธิสัญญาเจนีวา ตั้งแต่ปี 1949 หรือพ.ศ.2492 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุแนวปฏิบัติ 3 ข้อหลัก คือ 1. รถพยาบาล โรงพยาบาล และบุคลากรด้านการแพทย์เป็นกลาง ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่าย 2. ประชาชนที่เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยต้องได้รับการคุ้มครอง และ 3. ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยต้องได้รับการช่วยเหลือ และในกรณีของผู้ชุมนุมอาจจะไม่รู้ และไม่ได้มีการศึกษาในเรื่องหลักสากลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในที่ชุมนุมมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งมั่นใจว่ารู้หลักเกณฑ์สากลเป็นอย่างดี จึงควรแนะนำให้ผู้ชุมนุมคนอื่นรู้ จะได้ไม่กระทำสิ่งที่เป็นการละเมิดหลักสากล และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งที่ผู้ชุมนุมบุกค้นโรงพยาบาลอาจเป็นเพราะความเครียด ทำให้เกิดการหวาดระแวงเห็นอะไรขยับก็กลัว หากเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะมีอาการทางจิต ชนิดหวาดระแวง แม้แต่ในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ ก็ไม่มีใครไปยุ่งกับบุคลากรทางการแพทย์และรถพยาบาล ที่ผ่านมานับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่เคยมีประเทศไหนกระทำการเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากรู้ดีว่าหากละเมิดจะถูกประเทศต่างๆ รุมประณามอย่างหนัก ขายหน้าทั่วโลก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)