มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีชุมชนประจำปี ที่อำเภอควนขนุน และป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นการรณรงค์ ส่งเสริมสุขภาพที่เป็นรูปธรรม...ทันสมัยด้วยขบวนพาเหรดสู้หวัด 2009
เริ่มจาก...ชาวชุมชนตำบลบ้านสวน อำเภอควนขนุน ไล่เรียงไปตั้งแต่ เด็กเล็กๆระดับชั้นอนุบาล ครื้นเครงด้วยระบำรำฟ้อน
กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลบ้านสวนร่วมกับเครือข่ายรณรงค์ เชิงรุกให้ความรู้กับประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกันหวัด 2009 ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ...ทุกพื้นที่ จนกล่าวได้ว่า...แม้กระทั่งเงาะป่าซาไกยังรู้จักใช้หน้ากากอนามัย
ระหว่างเดินผ่านชุมชนจึงมีเสียงเด็กคนหนึ่งตะโกนมาจากข้างทางแบบขำๆ "ไข้หวัด 2009 จีงซีมันต้อง...สน"
พาเหรดขบวนนี้ วัยรุ่น...ผู้ใหญ่วัยกลางคนก็มากันมาก ในขบวนสร้างเสริม สุขภาพ ออกกำลังกาย...แอโรบิกต้านโรค โครงการสายใยรัก และโครงการอื่นๆ กระทั่งผู้สูงอายุก็มาร่วมเดินเนิบนาบ รณรงค์สร้างเสริมสุขภาพผ่านเครือข่ายผู้สูงอายุ
ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าชาวบ้านรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มีการดำเนินการเป็นระบบ...การรณรงค์นำความรู้เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ รู้เท่าทันเพื่อป้องกันโรคใหม่ๆ อาทิ ชิคุนกุนยา ไข้เลือดออก หรือแม้กระทั่ง...โรคอุบัติใหม่ ไข้หวัด 2009 จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบาก
ความสนุกสนานดึงดูดความสนใจให้ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนเกิดการตื่นตัว นอกจากความสนุกตรงหน้า ยังได้ความรู้หลักสุขปฏิบัติง่ายๆ กินร้อน...ใช้ ช้อนกลาง...หมั่นล้างมือ
นับรวมไปถึงการปฏิบัติตัวยามที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีอาการอย่างไรควรไปพบแพทย์ หรือการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างจากไข้หวัด 2009
ประวิง หนูแจ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าพะยอม บอกว่า สำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลป่าพะยอม อบต.ป่าพะยอม เห็นความสำคัญในการดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่มานานแล้ว
"เราจะเน้นเรื่องส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยในทุกช่วงวัยของชีวิต เป็นที่มาของสารพัดโครงการ อาทิ การส่งเสริมสุขภาพเด็ก การสาบานตน ลด...ละ...เลิกขนมหวาน น้ำอัดลม ประกวดปิ่นโตสุขภาพ..."
"ปิ่นโตสุขภาพ" หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่ชาวป่าพะยอมคุ้นชินกันมานานพอดู
ประวิง บอกว่า หัวใจสำคัญของโครงการปิ่นโตสุขภาพ คือ..."กินเป็น ลืมป่วย...ป้องกันโรค ดีกว่ารักษาโรค"
"ปิ่นโตสุขภาพ...เป็นนโยบายสำคัญที่กระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาสนใจดูแลตัวเองตามธรรมชาติ ด้วยการบริโภคอาหารถูกหลักโภชนาการ ปราศจากสารพิษ...บางคนก็เข้าใจว่า เป็นการบริโภคอาหารจากธรรมชาติที่คนรุ่นปู่ รุ่นย่า...ตา ยาย ปฏิบัติกันมา"
เมนูในปิ่นโตสุขภาพแต่ละคน แต่ละบ้าน ต้องคิดทำกันเอง โดยที่มีฐานความรู้เรื่องโภชนาการการกินอยู่อย่างพอเพียงและเพียงพอ
ปิ่นโตชั้นที่ 1...ชั้นล่างสุดเป็นข้าวสวยผสม
ประกอบด้วยข้าวสวย...กะเทาะเปลือก ชาวบ้านปลูกเอง เติบโตมาด้วยปุ๋ยอินทรีย์ นำมาผสมกับข้าวกล้องเหนียวดำ เป็นการเสริมกลิ่นหอมชวนรับประทาน แถมมีใยอาหาร วิตามินบีอีกเพียบ...ป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยในระบบขับถ่าย
บางคนอาจผสมลูกเดือยเข้าไปเล็กน้อย สรรพคุณของลูกเดือย หากทานเป็นประจำจะลดหินปูนตามข้อ บรรเทาโรคเกาต์ได้
ปิ่นโตชั้นที่ 2...ถัดขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นเป็นกับข้าว เมนูพื้นถิ่นชาวพัทลุง อาจเป็นแกงขมิ้นชันอ่อนทอดปลาย่าง
แม้ว่าเมนูนี้จะเป็นแกงกะทิ แต่ขมิ้นชันก็มีสรรพคุณมากมาย ขับไล่ไรฝุ่น กำจัดเชื้อรา มี A.C.E. ขับไขมันในตับ สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งตับ ส่วนปลาก็เป็นโปรตีนบำรุงร่างกาย
ปิ่นโตชั้นที่ 3...ต้มเห็ดสามอย่าง
เมนูเห็ดสามอย่าง หลายคนคงเคยได้ยินมานานแล้ว เห็ดสามอย่างที่ว่านี้จะเป็นเห็ดชนิดใดก็ได้ เพราะมีประโยชน์ในการล้างพิษที่ตกค้างในตับ ลดอนุมูลอิสระที่จะเกิดเป็นมะเร็ง และโปรตีนจากเห็ดก็ยังไปสร้างกรดอะมิโนบำรุงสมอง
ปิ่นโต ชั้นที่ 4...น้ำพริกภาคใต้ ผักจิ้ม ภูมิปัญญาชาวบ้าน
วิเคราะห์น้ำพริก ประกอบด้วยกุ้ง...กะปิ มีแคลเซียมบำรุงกระดูก กระเทียม...หอม แก้ไอ ขับระดู น้ำตาลทรายแดง...น้ำปลา คาร์โบไฮเดรต น้ำส้มมะนาว...มีวิตามินซี ป้องกันโรค กัดเสมหะ ลักปิดลักเปิด
ในปิ่นโตชั้นที่สี่นี้ ยังมีผักแนมจิ้มน้ำพริก ภาษาถิ่นเรียกว่า ผักเหนาะ หรือผักจิ้ม เป็นผักพื้นบ้านริมรั้ว หาง่ายที่นิยม คือ ใบ มะยมสด มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูตับอ่อน กินประจำจะลดน้ำตาลในเลือด
ถัดมา...ใบมะรุมสด มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม โปแตสเซียม โปรตีน ป้องกันโรคขาดสารอาหาร โรคสายตา โรคลำไส้ ภูมิแพ้ สรรพคุณมะรุมนี้ สำหรับชาวป่าพะยอมถือได้ว่าเป็นพระเอกเลยทีเดียว
อีกผักเหนาะอันดับต่อมาถ้าหาได้...มะเดื่อชุมพร แก้ท้องร่วง สมานแผล ทำมัง...ขับผายลม บำรุงธาตุ ใบกระพังโหม...แก้ตานซาง ขับลม แก้ท้องอืด ขับพยาธิไส้เดือน ตะไคร้สด...ขับลมในลำไส้ ตำลึง...ดับพิษร้อนถอนพิษไข้
ส้มป่อย...ขับเสมหะ ล้างเมือกมันในลำไส้ ฟอกเลือด อุตพิด...แก้ไอขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ผักกระเฉด...แก้ไข้ตัวร้อน ถอนพิษ ผักบุ้งแดง...บำรุงสายตา
ปิ่นโตชั้นที่ 5...ชั้นสุดท้ายเป็นของหวาน
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นของหวาน แต่ก็เป็นของหวานที่มีประโยชน์ อาจเป็น ถั่วเขียวต้มน้ำตาลทรายแดง...ผลผลิตจากเกาะเต่า มีโปรตีน สรรพคุณแก้ร้อนใน ป้องกันโรคเหน็บชา
ยิ่งถ้ามีกล้วยน้ำว้าก็ถือว่าอาหารเป็นยา กินก่อนอาหารเช้า 2 ลูก ก่อนนอน 2 ลูก ป้องกันโรคกระเพาะ หอบ หืด ภูมิแพ้ ระบายอ่อนๆ
หรือเป็นแก้วมังกร...ก็ช่วยระบบขับถ่าย ป้องกันโรคลำไส้ คลายเครียด สดชื่น แก้ร้อนใน
ปิ่นโตสุขภาพใช่ว่าส่งเสริมสุขภาพแค่สารอาหารที่อยู่ในแต่ละเมนู ยังรวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสุขปฏิบัติ...ในแต่ละชั้นปิ่นโตต้องมีช้อนกลางใส่เอาไว้ด้วย
ประโยชน์ของช้อนกลาง ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
เวลารับประทานอาหารร่วมกัน ยิ่งเห็นประโยชน์ชัดเจนเวลาชาวบ้านไปทำบุญที่วัด
"ชาวบ้านจะถวายปิ่นโตสุขภาพไปทั้งเถา พระจะยกปิ่นโตทีละชั้น ใช้ช้อนกลางตักข้าว กับข้าว...พระฉันให้พรเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะล้อมวงปิ่นโตสุขภาพ กินอาหารร่วมกัน...ช้อนกลางจะเป็นกำแพงป้องกันเชื้อโรค โดยที่วิถีชุมชนยังคงเดินหน้าต่อไปได้..."
ประวิง บอกอีกว่า เมนูสุขภาพในปิ่นโตสุขภาพ เป็นการปลูกฝังหลักโภชนาการที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ ชาวบ้านเข้าใจเมนูสุขภาพมากขึ้นก็จะลดการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
"ลดอาหารที่มีรสจัด ไขมันสูง...จนวันนี้ชาวป่าพะยอมหลายครอบครัวก้าวไปถึงขั้นที่ว่าปลูกผักไว้กินเอง"
คงต้องย้ำว่า...สุขภาพดีต้องสร้างด้วยตัวเอง หากกลัวโรคภัยไข้เจ็บ...ต้องป้องกันดีกว่าแก้ เพราะถ้าเป็นแล้ว แย่แล้ว...จะแก้ไม่ไหว
ปกติแล้วคนเราประมาทได้ 2 ประการ คือ ไม่รู้ กับ รู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้เกิดเหตุคาดไม่ถึง ทำให้สายเกินแก้
ทุกคนรู้ว่า...การดูแลสุขภาพเป็นหน้าที่ของตัวเราเอง หมอเป็นเพียงผู้วินิจฉัยโรคตามอาการ จึงให้ยารักษา
ก่อนที่จะพบหมอ เราควรป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลา เริ่มง่ายๆด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ
มหกรรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยวิถีชุมชน อ.ควนขนุน และ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง คงไม่สิ้นสุดแค่ขบวนพาเหรด หรือเวทีประกวดปิ่นโตสุขภาพ หากแต่ทุกคนต้องรู้กินรู้อยู่ ร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ตามสโลแกนประจำใจที่ว่า...
"สุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องของสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข ประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น".
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น